จากหนังสือ "แรงดลใจ 3" ของคุณธีรภาพ โลหิตกุล เป็นหนังสือที่แสดงภาพถ่าย และมีบทความกึ่งสารคดีที่ท่านได้เขียนไว้ และหนึ่งในนั้นก็มีเรื่องราวที่น่าสนใจ เลยนำมาแบ่งปันกันครับ
คุณธีรภาพ เล่าว่าตัวของท่านนั้น ยืนยันหนักแน่นว่า ท่านเป็นนักเขียน มากกว่าเป็นช่างภาพ ท่านถ่ายภาพเพียงเพื่อนำมาประกอบงานเขียนสารคดี แต่ท่านสังเกตว่าระยะหลังๆ หลายๆ หน่วยงานเชิญท่านไปถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับการถ่ายภาพมากขึ้น
ท่านจึงกลับมาทบทวนนิยามของคำว่า "ภาพสวย" ในทัศนะของท่าน และได้มีแนวทาง หรือกฏเกณฑ์ในการถ่ายภาพของท่านเอง ออกมาเป็น 6 ส. และท่านยังบอกว่า ใน 1 ภาพ ควรมีอย่างน้อย 3 ใน 6 ส. ดังนี้ค่ะ
1 แสงเงา เป็นสิ่งจำเป็นต้นๆ ในการถ่ายภาพ แสงเงา ทำให้ภาพมีมิติ มีสีสัน ซึ่งแสงเงาในแต่ละช่วงเวลาของวัน ให้อารมณ์ที่แตกต่างกัน คนถ่ายภาพ ต้องสังเกตและจับกฏเกณฑ์เอาเองว่าจะถ่ายอะไร ในแสงเงาแบบไหน ภาพจึงจะสวย หรือได้อารมณ์อย่างต้องการ (ปล. ถ่าเป็นอาจารย์แม่ของพวกเราจะใช้คำว่า "up to you" แปลเป็นไทยกันเอาเองนะเจ้าคะ)
2 เส้นสาย เช่น สะพานไม้ที่ทอดยาว เสาของอาคาร ยอดเจดีย์ที่เรียงราย ต้นไม้ที่แผ่กิ่งก้าน กรอบประตูปราสาท รั้วไม้ เส้นขอบฟ้า ฯลฯ สิ่งเหล่านี้เกื้อหนุนให้ภาพมีมิติ มีเส้นนำสายตา มีเรื่องราวที่ดีเสมอ
3 สีสัน สีของท้องฟ้ายามเช้า ยามเย็น สีใบไม้ สีเสื้อผ้า สีของอาคาร สถาปัตยกรรม สีป้ายโฆษณา สีของเมือง สีของป่า สีของวัตถุ สีรถ สีเรือ สีสันงานประเพณี ฯลฯ สีสันของสิ่งเหล่านี้ มีบทบาทในการกำหนดความงาม ความมีพลัง และอารมณ์ของภาพ
4 สัดส่วน หมายถึง องค์ประกอบภาพ ที่นิยมเรียกกันว่า composition ถือว่ามีความสำคัญที่สุดในการถ่ายภาพ เพราะถึงแม้จะมี 3 ส แรกพร้อมสรรพ แต่จัดสัดส่วนภาพไม่ดี ก็ไม่มีประโยชน์ ในทางกลับกัน ภาพบางภาพอาจมีจุดเด่นเพียง ส. เดียว คือ แสงเงา แต่จัดวางองค์ประกอบภาพ หรือจัดสัดส่วนภาพได้ดี ก็อาจจะได้ภาพที่สวยได้
ท่านยังบอกอีกว่า ตามทฤษฎีการถ่ายภาพแล้ว ครูอาจารย์มักให้ฝึกจัดสัดส่วนภาพโดยแบ่งภาพออกเป็น 3 ช่อง ในแนวตั้ง และ 3 ช่อง ในแนวนอน เวลาจะถ่ายอะไรก็ไม่ควรให้พื้นที่ท้องฟ้ากับน้ำ หรือท้องฟ้ากับพื้นดิน แบ่งกันตรงกลางพอดีแบบ 50:50 แต่ควรจะเป็นท้องฟ้า 2 ส่วน พื้นดิน 1 ส่วน หรือในทางกลับกัน เป็น 1 ต่อ 2 ก็ได้ รวมถึงการวางจุดเด่นของภาพ เช่น เจดีย์ คน เรือ บ้าน ฯลฯ ก็ไม่ควรวางอยู่ตรงกลางภาพพอดีเป๊ะ แต่ท่นก็แนะนำว่า ในบางกรณีมีข้อยกเว้นได้ตามความเหมาะสม
5 Story (อันนี้ท่านขอทับศัพท์ภาษาอังกฤษค่ะ) หรือเรียกภาษาไทยว่า "เรื่องราวของภาพ" ท่านบอกว่า ส. นี้มีไว้เพื่อให้ตระหนักว่า ภาพหนึ่งภาพ ควรมีเนื้อหาหรือเรื่องราวในตัวของภาพ ไม่ใช่ถ่ายเพียงเพราะมีสีสัน แสงเงา เส้นสาย สัดส่วน ดีหมด แต่บอกไม่ได้ว่าจะถ่ายไปเพื่ออะไร เพราะภาพที่ถ่ายนั้นบอกเล่าอะไรไม่ได้เลย ส. นี้แหละเป็นที่มาของประโยคอมตะของโลกที่ว่า "ภาพ (ที่มีเรื่องราวดี) หนึ่งภาพ อาจแทนคำได้นับพัน"
6 สำนึก ท่านบอกว่า คือ ความรูสึก ท่านบอกว่าเวลาถ่ายภาพ ท่านจะใส่ความรู้สึกนึกคิดเข้าไปในภาพด้วย เช่น ท่านชอบถ่ายลำแสงสุดท้ายของดวงตะวันที่แหวกช่องเมฆส่องเป็นประกายบนท้องฟ้ายามเย็น เพราะให้ความรู้สึกเหมือนเป็นประกายแห่งความหวังในชีวิตที่ฉายฉาน ทำให้เราเชื่อมั่นว่าพรุ่งนี้จะต้องดีขึ้น หากม้ท้อแท้ถดถอยแสียก่อน ท่านบอกว่า ภาพที่ถ่ายโดยมี ส. นี้มักได้ภาพที่มีพลังเสมอ
นอกจาก 6 ส. ดังกล่าวแล้ว ท่านยังแนะนำจากประสบการณ์ของท่านเองว่า มีปัจจัยที่สำคัญอีก 2 ประการ คือ
การหมั่นดูภาพผลงานของครูบาอาจารย์หรือมืออาชีพ แล้วตั้งข้อสังเกตกับตัวเอง ว่าภาพนี้สวยตรงไหน เราชอบเพราะอะไร อีกประการ คือ การฟังคำวิจารณ์ ติชมจากคนรอบข้าง
และท่านปิดท้ายด้วยประโยคที่น่าสนใจว่า "เหมือนสามัญมนุษย์ที่ไม่มีใครฉลาดปราดเปรื่องด้วยตัวเอง โดยไม่ใส่ใจศึกษาบทเรียนของครูอาจารย์ และประสบการณ์ผู้อื่น"
ที่มา http://lovelysann.multiply.com






ตอบพร้อมอ้างข้อความ

Bookmarks