สมาชิกใหม่หลังจากยืนยันการลงทะเบียนแล้วให้มาแนะนำตัวที่ Chat ด้วย ทางผู้ดูและระบบจะต้องทำการอนุมัติการใช้งานเวปบอร์ดให้อีกครั้งหนึ่งครับ มีปัญหาการลงทะเบียน แจ้ง Moderators ที่ jinx965@gmail.com (hotmail อาจจะมีปัญหาไม่ได้รับ Mail ยืนยันการลงทะเบียน )

+ ตอบกลับกระทู้
หน้า 1 จากทั้งหมด 4 หน้า 1 2 3 ... หน้าสุดท้ายหน้าสุดท้าย
สรุปผลการค้นหา 1 ถึง 10 จากทั้งหมด 31

กระทู้: คำสารภาพบาปสองข้างทางรถไฟ สายอีสานใต้

  1. มาตรฐาน คำสารภาพบาปสองข้างทางรถไฟ สายอีสานใต้

    ตอนที่ 1 .... สวัสดีรถไฟปู๊นๆ

    หลังจากเสร็จสิ้นจากทริปเพชรบูรณ์ ผมออกเดินทางต่อไปอีกหลายจังหวัด แต่ไม่ได้ทำบันทึกการเดินทางไว้ เพราะเป็นทริปสั้นซะเป็นส่วนใหญ่ ผมตั้งใจว่าจะไปทริปยาวที่พิษณุโลก แต่โปรแกรมก็ถูกเลื่อนออกไปเพราะสถานการณ์น้ำท่วมที่สร้างความเดือดร้อนให้แก่คนไทยในตอนนี้ พอดีทาง อ.นพดล เจ้าของนิตรสาร Camerart Magazine เรียกเข้าไปคุยเรื่องจะทำโครงการ "สวัสดีสองข้างทางรถไฟ" ให้กับการรถไฟแห่งประเทศไทย ที่จะนำภาพการโดยสารด้วยรถไฟทั่วประเทศ มาจัดนิทรรศการภาพถ่ายที่สถานีหัวลำโพง กรุงเทพฯ งานนี้มีช่างภาพที่ถูกเรียกตัวมา 10 กว่าชีวิต เพื่อแบ่งสายการเดินทางไปทั่วประเทศ ผมจับคู่กับพี่สาระดี ช่างภาพรุ่นลายครามฝีมือดีคนหนึ่ง สายที่ได้รับมอบหมายคือ สายอีสานใต้ กรุงเทพฯ-อุบลราชธานี หลังจากได้รับมอบหมายงานเป็นที่เรียบร้อย ทุกคนก็ต้องทำการบ้านสำหรับการเดินทาง โดยมีจดหมายของการรถไฟฯติดตัวไปคนละฉบับเพื่ออำนวยความสะดวกในการถ่ายภาพ ผมเริ่มหาข้อมูลจากในอินเตอร์เน็ท เวปไซด์ของการรถไฟฯ และ รถไฟไทยดอทคอม เมื่อวางโปรแกรมการเดินทางเรียบร้อย จึงนัดกับพี่สาระดี อีกหนึ่งสัปดาห์จะออกเดินทางไปถ่ายภาพรถไฟสายอีสานใต้ รวมทั้งโปรแกรมเยือนแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ของ จังหวัดอุบลฯ เป็นเวลา 4 คืน 3 วัน

    ระหว่างนั้นผมมีเวลาอีกเกือบสัปดาห์เพื่อเตรียมตัว และผมถูกเรียกไปเตะบอลให้กับทีมอัสสัมชัญ แข่งกับทีมผู้ปกครองนักเรียน และสิ่งไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นจนได้ ผมโดนสกัดบอลค่อนข้างรุนแรง เข่าซ้ายก็หลุด ถูกหามไปโรงพยาบาล หลังจากได้รับการตรวจปรากฏว่า เส้นเอ็นหัวเข่าผมฉีก เข่าบวมมีเลือดออกเป็นจำนวนมาก หมอจึงต้องดูดเลือดออกจากหัวเข่าเกือบ 70 ซีซี ซึ่งปกติหัวเข่าคนโดยทั่วไปจะมีหล่อเลี้ยงแค่ 4 ซีซี หมอสั่งให้เข้าเฝือกพักประมาณ 1 เดือน แต่ถ้าผมเข้าเฝือก ผมก็คงต้องยกเลิกแผนการเดินทางทั้งหมดแน่ๆ ด้วยความรั้นผสมกับความตั้งใจที่วางแผนเอาไว้ ผมไม่ยอมล้มเลิก จึงต่อรองกับคุณหมอ ขอเข้าเผือกอ่อนแทน โดยใช้ข้ออ้างที่จะได้ถอดอาบน้ำได้สะดวก และเผื่อจะลุ้นให้อาการดีขึ้น .... 1 สัปดาห์ผ่านไป ผมก็สามารถเดินกระโผลกกระเผลกได้ แต่ก็ยังเจ็บข้างในอีกนิดหน่อย ยังไงตั้งใจแล้วก็ต้องไปให้ได้ กลับมาแล้วค่อยว่ากันอีกที......สู้ว๊อยยย
    Attached Images

  2. มาตรฐาน

    ตอนที่ 2 .... เพื่อนเก่า

    1 สัปดาห์ผ่านไปไวเหมือนโกหก .... วันศุกร์ที่ 16 กันยา ถึงวันที่ผมต้องออกเดินทางแล้ว ตามโปรแกรมที่วางไว้จะออกเดินทางไปสุรินทร์ รถไฟออกตอนสามทุ่มห้าสิบ เพราะต้องรอพี่สาระดีเลิกงานก่อน ด้วยที่เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ กลัวตั๋วรถไฟจะเต็ม ผมเลยไปจองตั๋วล่วงหน้าก่อน ไปถึงหัวลำโพงเที่ยงตรงพอดี เดินไปซื้อตั๋ว กรุงเทพ-สุรินทร์ เป็นรถด่วนขบวนที่ 73 ออกเดินทางจากกรุงเทพเวลา 21:50 ถึงสุรินทร์ เวลา 5:16 ตั๋วชั้น 2 ที่นั่งปรับอากาศ ราคา 389 บาท ดูจากตารางการเดินรถไฟแล้วจะไปถึงประมาณตีห้า จะได้เก็บแสงเช้าที่นี่พอดี

    หลังจากที่ได้ตั๋วรถไฟเรียบร้อย ผมเดินถ่ายภาพบริเวณรอบๆสถานี มาถ่ายภาพที่นี่หลายครั้งแล้ว แต่ยังไม่เคยได้ภาพจากมุมสูงซักที ไหนๆก็มีจดหมายจากการรถไฟฯ เลยขอลองซักหน่อย ลองดูซิว่าจะใช้ได้จริงหรือเปล่า ไม่ใช่ผมไป ตจว.แล้ว โดนไล่เตะออกมา ผมเลยมองหาจุดที่สูงที่สุด นั่นก็คือหอบังคับการเดินรถไฟ ไม่รอช้าเดินเข้าไปหาเจ้าหน้าที่พร้อมหยิบจดหมายฯ เพื่อขออนุญาตเข้าไปถ่ายภาพบนนั้น เจ้าหน้าที่ก็ให้การต้อนรับเป็นอย่างดีพร้อมกับให้คนพาผมเดินขึ้นไป พอมาถึงก็พบกับความวุ่นวาย ไม่เคยนึกเลยว่าจะวุ่นวายขนาดนี้ เสียง ว. ดังตลอด เพราะมีรถไฟเข้าออกอยู่ตลอดเวลาต้องคอยสลับรางไม่ให้รถไฟชนกัน ใครกำลังมีปัญหาเรื่องรถไฟชนกันลองมาปรึกษาเจ้าหน้าที่ที่นี่ก็ได้นะ ดูพี่เขามีความชำนาญพอสมควร เมื่อเก็บภาพเสร็จผมยกมือไหว้ขอบคุณและรีบเผ่นลงมาไม่อยากไปรบกวนเวลาทำงานของเจ้าหน้าที่มากกว่านี้ เดี๋ยวรถไฟชนกันจริงๆ ผมจะซวยเอา

    ตอนที่ผมลงจากหอบังคับการฯ ผมก็ได้ยินเสียงขลุ่ยลอยมาแต่ไกล เสียงนี้คุ้นเคยมาก เดินตามเสียงไปก็เจอกับชายใส่ชุดสีขาวนั่งเป่าขลุ่ยอยู่ข้างรถไฟ เล่นดนตรีเปิดหมวกอยู่ คนเดินผ่านไปผ่านมามองว่าแกเป็นคนบ้า ไม่มีใครสนใจแกเลย พอผมเดินไปถึง ก็ยกมือสวัสดีคนบ้าคนนี้ พร้อมกับลงไปนั่งข้างๆ เท่านั้นแหละทุกสายตาก็มองที่ผม 2 คน ผมไม่สนใจเลยว่าใครเขาจะมองยังไง เพราะคนบ้าที่ผมรู้จักคนนี้ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ เขาก็คือ ชูชาติ พรหมพันธุ์ อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนแม่สบขา อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ผู้ที่เกษียญตัวเองเพื่อออกเดินทางไปทั่วประเทศด้วยจักรยานคันเก่ง เจ้าของสโลแกนที่ว่า "ไปช้าๆ เห็นชัดเจน" ใครสนใจลองไปหาประวิติใน google ดู จริงๆแล้วผมเคยเจอกับแกตอนที่ไปถ่ายรูปที่ จ.สิงห์บุรี เคยคุยกันมารอบหนึ่งแล้ว ผมหยิบรูปที่เคยถ่ายแกไว้ออกมาให้ดู เท่านั้นแหละแกก็ร้องอ๋อ จำได้แล้ว พ่อหนุ่มคนนั้นเอง ผมนั่งคุยเกือบสิบห้านาที เสียงประกาศรถไฟ กรุงเทพ-นครศรีฯ จะออกเดินทางแล้ว ก็คงถึงเวลาที่ต้องลา เพราะแกจะกลับไปเยี่ยมบ้านที่นั่น ก่อนไปแกยื่นเหรียญสิบมาให้ผมหนึ่งเหรียญ บอกให้ผมเก็บไว้เป็นที่ระลึก พร้อมกับให้ที่อยู่ที่เชียงใหม่ บอกว่าไปสันกำแพงเมื่อไหร่อย่าลืมแวะไปหา ผมยกมือไหว้ขอบคุณ และผมรีบวิ่งไปซื้อน้ำเปล่า เอ็มร้อย กาแฟกระป๋อง ไว้ให้เป็นเสบียงระหว่างเดินทาง พร้อมกับเก็บภาพเป็นระลึก ผมยืนส่งแกจนกระทั่งรถไฟออก แกตะโกนมาบอกผมว่า " แล้วเจอกันนะชัช " ผมรู้สึกดีใจที่แกยังจำชื่อผมได้ ไม่ว่าเขาจะเป็นคนบ้า ขอทาน หรือ อดีตผู้อำนวยการโรงเรียน เขาก็จะเป็นเพื่อนของผมตลอดไป
    Attached Images

  3. มาตรฐาน

    ตอนที่ 3 .... เพื่อนใหม่

    มองนาฬิกาอีกทีตอนนี้เป็นเวลาหกโมงเย็น ผมนัดกับพี่สาระดี ตอนสองทุ่มครึ่ง ยังเหลือเวลาอีกหลายชั่วโมง เลยเข้าเซ็นทรัล ไปหาอะไรทานรองท้องก่อนออกเดินทาง สั่งสเต็กที่ซิสเลอร์ มา 2 ชิ้น กะทานตุนเอาไว้ก่อนเพราะรู้ว่าไปที่โน่นคงจะอดๆอยากๆแน่ๆ สองทุ่มก็ออกจากเซ็นทรัลพระราม 3 โดดขึ้นมอเตอร์ไซด์รับจ้าง ไปหัวลำโพงทันที พอไปถึงพี่สาระดีมารออยู่แล้ว ระหว่างรอรถไฟออก ผมชี้แจงแผนการเดินทางให้พี่สาระดีฟัง พี่สาระดีเป็นคนง่ายๆ ว่าไงก็ว่าตามกัน คล้ายกับผม ยังไงก็ได้ อะไรก็ได้ ขอแค่ได้เดินทาง ได้ถ่ายรูปก็พอ สามทุ่มครึ่งรถไฟขบวนที่ 73 กรุงเทพฯ-ศีขรภูมิ ก็มาจอดเทียบชานชาลาที่ 7 ผมกับพี่สาระดี ก็โดดขึ้นไปรถไฟหาที่นั่งที่ระบุไว้ในตั๋วฯ ที่นั่งเป็นที่นั่งคู่ โบกี้ปรับอากาศชั้น 2 เวลาสามทุ่มห้าสิบ รถไฟก็ออกตรงเวลาพอดี ผมก็ภาวนาให้ถึงตรงเวลาเหมือนกันจะได้เก็บแสงเช้าได้อย่างที่ตั้งใจไว้

    ที่นั่งของผมโชคดีอยู่แถวหน้าสุดเลยมีที่วางขา ผมยกขามาพาดไว้ แต่ก็ไม่ลืมเอาผ้าห่มมาปิดไว้กันอุจาดตา เพราะเวลางอขานานๆจะรู้สึกปวดมาก ระหว่างอยู่บนรถไฟก็คุยโน่นคุยนี่กับพี่สาระดีไปเรื่อยๆ คุยเรื่องการถ่ายภาพ เรื่องโปรแกรมที่วางกันไว้นั่งคุยเกือบห้าทุ่ม คนบนรถไฟเริ่มที่จะหลับกันแล้วรวมทั้งพี่สาระดี ผมของีบเอาแรงซักหน่อย ตอนเช้าสมองจะได้โล่งๆ ระหว่างทางผมหลับๆตื่นๆ เพราะไม่ค่อยคุ้นกับการเดินทางแบบนี้ เลยฝืนสังขารตัวเองหยิบกล้องเดินออกไปถ่ายรูปเล่นดีกว่า ผมเดินไปที่รถไฟชั้น 3 สภาพค่อนข้างแตกต่างกับชั้น 2 ที่ผมนั่งพอสมควร มีคนมากมาย นั่งอยู่บนพื้น บางคนยืน หลับบ้าง ตื่นบ้าง นั่งดื่มบ้าง คุยกันเสียงดัง พอผมไปถึงทุกสายตาก็มองมาที่ผมคนเดียว คงงงๆว่าไอ้เดี้ยงนี่เดินขาเป๋ถือกล้องมาทำไม ด้วยความหน้าด้านของผม ก็ได้แต่ยิ้มพร้อมกับขอถ่ายรูปหน่อย ทุกคนก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี บางคนเมาเสียงดัง ถามผมว่าจะเอารูปไปทำอะไร ผมก็ได้แต่ยิ้มๆ ไม่พูดอะไร ยกมือขอบคุณและรีบเดินออกมา โชคดีเหลือเกินที่ไม่โดนทีนเป็นที่ระลึกก่อนจาก

    ระหว่างเดินกลับมาที่นั่งชั้น 2 ของผม เจอน้องผู้หญิงคนหนึ่งกำลังยืนชิวอยู่ ชวนผมคุยถามว่าพี่ถือกล้องมาทำไม เป็นช่างภาพเหรอ ผมก็อธิบายให้ฟังว่าผมมาทำไมที่นี่ น้องเขาเป็นคนน่ารักคุยเก่ง แต่ผมไม่คิดอะไรกะน้องเขาจริงๆนะ แฮะๆ ใครจะเชื่อตรูไหนเนี่ย ยืนคุยกันอยู่พักใหญ่ๆ ผมก็ขอตัวเดินกลับไปที่นั่งเพราะกลัวพี่สาระดีจะเป็นห่วง ก่อนไปน้องเขาก็อุ้มลูกหมาที่พามาด้วย ขอให้ผมถ่ายภาพเป็นที่ระลึกพร้อมกับให้อีเมล์ผมมา บอกให้ส่งภาพมาให้ด้วยนะ ในใจผมก็นึกว่า ถ่ายภาพเป็นที่ระลึกทำไมไม่ขอถ่ายกับตรูว่ะ ดันไปถ่ายกับเจ้าลูกหมา 555 การเดินทางในครั้งนี้ก็ทำให้ผมได้พบอีกเพื่อนใหม่อีกหนึ่งคน
    Attached Images

  4. มาตรฐาน

    ตอนที่ 4 .... ช้าง ช้าง ช้าง ช้าง

    ออกจากโคราชผมตีตั๋วนอนยาว เพราะร่างกายเริ่มง่วงเต็มที่แล้ว หลับไปตอนไหนไม่รู้ ตื่นอีกทีพี่สาระดีมาปลุก ตอนนี้ถึงใกล้สถานีสุรินทร์แล้ว ตื่นมายังเมาขี้ตาอยู่ เบลอๆ นั่งหน้าอึนๆอยู่ซักพัก มองไปที่นาฬิกาหกโมงกว่า ฟ้าสว่างแล้ว อ้าว..แล้วแสงเช้าผมหละ อดไปตามระเบียบ ถามไปถามมาปรากฏว่าที่ช้าเพราะต้องรถขบวนรถไฟต้องรอสับรางขบวนรถเที่ยวล่องหลายสถานี ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม่การรถไฟฯไม่ทำรางคู่ให้ครอบคลุมทั้งประเทศ จะได้ไม่มีปัญหานี้ เพราะถ้าทำเป็นรางคู่ทั้งหมด รถไฟสามารถวิ่งได้ตลอดเวลา จะได้ไม่เกิดปัญหาเช่นนี้

    มาถึงสถานีสุรินทร์ตอนหกโมงครึ่ง ผมกับพี่สาระดีจึงเดินหาอะไรทานก่อนที่จะออกไปถ่ายภาพ เดินมาหน้าสถานีก็จะเจอร้านโจ๊กทางด้านขวามือ ร้านนี้น่าจะเป็นร้านดังของแถวนี้ เพราะมีคนมาเข้าคิวตลอดเวลา เฮียเจ้าของร้านอัธยาศัยดี ยิ้มแย้มตลอดเวลา ตามสูตรของร้านโจ๊กตอนเช้า ก็ต้องมีกาแฟขายคู่กัน ไม่รอช้า พี่สาระดีสั่งโจ๊กใส่ไข่สอง กาแฟสอง รสชาติของที่นี่ถือว่าใช้ได้ ราคาไม่แพง โจ๊กใส่ไข่ 30 บาท กาแฟแก้วละ 10 บาท หลังจากเติมพลังเรียบร้อย ต่างคนก็ต่างแยกย้าย เดินหามุมถ่ายภาพ จุดเด่นของที่นี่ จะมีสัญลักษณ์รูปตั้งอยู่หน้าสถานี หลังจากเก็บบรรยากาศภายนอกเสร็จ ผมก็เดินเข้าไปในสถานี ไปจองตั๋วรถไฟต่อไปที่สถานีศรีสะเกษ ตั้งใจจะแวะเก็บที่สถานีนี้ ก่อนจะไปจบที่สถานีอุบลราชธานี ค่าตั๋ว 50 บาท เป็นรถเร็วขบวนที่ 141 วิ่งออกจากกรุงเทพฯไปอุบลราชธานีโดยตรง ระหว่างรอรถไฟ ก็เก็บภาพบริเวณสถานี พร้อมกับบรรยากาศ ผู้คนที่มารอรถไฟที่สถานีนี้ แปดโมงครึ่ง รถไฟขบวน 141 ก็มาถึง ผมคุยกับพี่สาระดีจะแยกกันขึ้นคนละโบกี้ จะได้ภาพที่แตกต่างกันบ้าง

    พอมาขึ้นบนรถไฟต่างคนก็ต่างแยกย้ายกันทำงาน หามุมที่เป็นของตัวเอง ผมเดินเป๋ๆ จากโบกี้แรกไปยังไบกี้สุดท้ายเก็บอริยาบทต่างๆ ของผู้คนบนรถไฟ ผู้คนส่วนใหญ่จะเดินทางไปอุบลราชธานี บางคนหลับ บางคนนั่งอ่านหนังสือ บางคนนั่งทำงาน บางคนนั่งคุยกัน ส่วนใหญ่จะคุยกันภาษาท้องถิ่น แต่ยังโชคดีที่ผมพอมีทักษะการฟังภาษาเสียงในฟิล์มอยู่บ้าง ผมก็ใช้วิชาว่าวภาษาอีสานตอบโต้กลับไป คนก็คงแปลกใจว่าทำไมหนุ่มหน้าตาตี๋อินเตอร์ดูมีราชสถุนอย่างผมจึงพูดภาษาท้องถิ่นกับเขาได้ ทุกคนก็ยิ้มทักอย่างมีไมตรี ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี
    Attached Images

  5. มาตรฐาน

    ตอนที่ 5 ..... น้ำแตก

    ระหว่างนั่งรถไฟจากสุรินทร์ไปศรีสะเกษ ผมเก็บบรรยากาศบนรถไฟไปเรื่อยๆ ผ่านไปหลายสถานี ส่วนใหญ่จะถ่ายภาพจากบนรถไฟ เพราะเวลาที่จอดแต่ละสถานีไม่มากไม่ถึง 2 นาที พอมาถึงสถานีบ้านเนียมรถไฟก็จอดนานเป็นพิเศษ สงสัยจะรอสับรางเหมือนเดิม 5 นาทีก็แล้ว 10 นาทีก็แล้ว ยังไม่มีวี่แววที่รถไฟจะออกจากสถานีซักที เจ้าหน้าที่บนรถไฟก็เดินไปเดินมา เหมือนกับมีปัญหาอะไรบางอย่าง แต่ยังไม่ได้ประกาศให้ใครรู้ รอแล้วรอเล่า รอเกือบชั่วโมง รถไฟขบวน 143 ที่ออกจากกรุงเทพฯไปอุบลฯ หลังขบวน 141 ก็ตามมาถึง เห็นคนขับรถไฟลงไปคุยกันพักใหญ่ๆ ปรากฏว่าหัวรถจักรที่ผมนั่งมาหม้อน้ำแห้ง ไม่สามารถวิ่งต่อไปได้ พนักงานขับรถไฟขบวน 143 จึงถอดหัวรถจักรมาช่วยดันรถไฟ 141 มาเติมน้ำใกล้ๆ สถานีบ้านเนียม

    ตอนนี้ทุกคนบนรถไฟต่างออกมาดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หลังจากนั้นที่รถไฟขบวน 143 ก็พร้อมที่จะออกเดินทางต่อ เจ้าหน้าที่ก็ประกาศให้ผู้โดยสารที่ต้องการจะไปอุบลฯสามารถขึ้นไปรวมกันที่รถไฟขบวน 143 ได้ เพราะขบวน 141 ต้องเติมน้ำอีกเป็นเวลาค่อนข้างนาน ตอนนี้ผู้โดยสารเก็บของจากรถไฟขบวน 141 ไป รถไฟขบวน 143 แทบทุกคน ผมหันไปถามพี่สาระดีว่าเราจะเอายังไงต่อดี พี่สาระดีแนะนำว่าให้รอ 141 เติมน้ำให้เสร็จก่อนแล้วค่อยออกเดินทางต่อ เพราะตอนนี้ 143 คนแน่นมากเป็นพิเศษ ยิ่งสัมภาระของเราสองคนค่อนข้างเยอะ ไหนจะกระเป๋ากล้อง กระเป๋าเสื้อผ้าอีก ไม่อยากขึ้นไปเบียดกับคนบนนั้น เราก็ได้แต่รอและรอต่อไป ซักพักใหญ่ๆเจ้าหน้าที่ก็บอกให้ผู้โดยสารที่เหลืออยู่ขึ้นรถไฟ พร้อมที่จะออกเดินทางต่อแล้ว ผู้โดยสารตอนนี้นับได้ไม่ถึงห้าสิบคนทั้งขบวน รถโล่งมาก หาที่นั่งกันได้ตามสะดวก ดูจากเวลาผิดแผนที่วางไว้พอสมควร จึงคุยกันว่าจะไม่แวะสถานีศรีสะเกษอีกแล้ว เก็บบรรยากาศจากบนรถไฟแทน เพราะถ้าลงไปเก็บภาพที่ศรีสะเกษ กว่าจะรอรถไฟไปอุบลฯคงจะใช้เวลาอีกนาน ถ้าไปถึงเย็นมาก โปรแกรมที่ผมวางเอาไว้คงต้องเลื่อนไปหมด อาจจะต้องนอนที่วารินชำราบแน่ๆ เพราะช่วงเย็นหารถไปต่อที่โขงเจียมค่อนข้างลำบาก ผมจึงเดินไปหาเจ้าหน้าที่พร้อมกับหยิบจดหมายของการรถไฟฯที่ออกให้มาให้พนักงานดู อธิบายเหตุผลทั้งหมดจะขออนุญาตเดินทางไปลงที่อุบลฯ เพราะเราซื้อตั๋วมาลงที่ศรีสะเกษเท่านั้น พนักงานก็อนุญาตให้เราสองคนสามารถไปลงที่อุบลฯได้เลย หลังจากเก็บภาพที่สถานีศรีสะเกษเรียบร้อย ผมเก็บกล้องใส่กระเป๋าเตรียมตัวจะนอนเอาแรงอีกซักหน่อย เดินหาทำเลเหมาะๆ เอนหลังทันที แต่ก็ไม่ลืมที่จะเอากระเป๋ากล้องมากอดเอาไว้ เพราะถ้าหายไปคงจะนั่งร้องไห้ขี้มูกโป่งแน่ๆ
    Attached Images

  6. มาตรฐาน

    ตอนที่ 6 ...... แชต ๆๆๆๆ

    หลับไปพักใหญ่ๆพี่สาระดีมาปลุกเหมือนเดิม ใกล้ถึงอุบลฯ เตรียมตัวลงได้แล้ว ผมนึกในว่าถ้าไม่พี่สาระดีสงสัยผมได้หลับคาบนรถไฟถึงเย็นแน่ๆ เผลอๆตื่นมาอีกทีอาจจะกลับกรุงเทพฯแล้วก็เป็นไปได้ เที่ยงครึ่งก็มาถึงสถานีปลายทางอุบลราชธานี ยังไม่ทันก้าวลงจากรถไฟ ก็มีเสียงตะโกนสวนขึ้นมาว่า จะไปไหน ไปส่งให้ไหม แหมๆ ทำไมคนอุบลฯ ใจดีแบบนี้ แต่จริงๆแล้วไม่ว่าจะลงรถไฟที่ไหน ก็มีเหมือนกันได้แก่ รถรับจ้างทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นมอเตอร์ไซด์รับจ้าง รถสองแถว หรือแม้กระทั่งรถส่วนตัวก็มี แต่ราคาค่อนข้างแพงเลยทีเดียว เช่นจากสถานีรถไฟอุบลฯไปโขงเจียม คิดราคา 1000 บาท หลังที่ได้ลองถามราคาดู ผมทำการบ้านก่อนเดินทางมาพอสมควรก็เลยพอรู้ราคา จุดหมายการเดินทางวันนี้คือ อ.โขงเจียม จริงๆสามารถไปได้หลายเส้นทาง จะมีรถโดยสารที่วิ่งจาก อ.วารินชำราบ ไป อ.ตระการพืชผล จะผ่าน อ.โขงเจียม ราคาไม่แพงหลักร้อย หรือไม่ก็นั่งรถสองแถวจาก อ.วารินชำราบ ไป อ.พิบูลมังสาหาร แล้วต่อ รถสองแถวไป อ.โขงเจียม ก็ได้ เดี๋ยวเรื่องการเดินทางผมค่อยมาว่ากันตอนหน้าดีกว่า

    หลังจากที่แหวกฝูงชนที่มาต้อนรับมาได้ ผมคุยกับพี่สาระดีว่าหาอะไรทานกันก่อนดีกว่า กองทัพต้องเดินด้วยท้อง ออกจากสถานีรถไฟมองหาร้านขายข้าวไม่มีเลย จึงต้องเดินตรงออกมาไกลพอสมควร ในที่สุดก็ควันเห็นลอยมาจากริมถนนด้านขวา เลยมั่นใจว่าต้องเป็นร้านขายข้าวแน่ๆ เราทั้งสองคนก็รีบเดินไป มาถึงร้านเมนูสิ้นคิดที่พวกเราสั่งก็คือ กระเพราหมูไข่ดาว ราคามาตรฐาน 35 บาท อิ่มสบายท้อง อาแป๊ะที่นี่ทำกับข้าวอร่อยเลยทีเดียว ผมสอบถามข้อมูลการเดินทางจากร้านนี้ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าแผนการของผมที่วางเอาไว้ถูกต้อง ทานเสร็จเราสองคนก็เดินย้อนกลับมาที่สถานีรถไฟฯ เดินกลับมาถึงก็ได้มึนๆอึนๆอีกแล้ว มองซ้ายแลขวาก็ยังนึกอะไรไม่ออกเหมือนเดิม สถานีค่อนข้างเงียบมาก ไม่เหมือนที่เคยจิตนาการไว้ ที่มีคนพลุกพล่าน มีคนเดินแบกไก่ย่าง ไข่ปิ้ง ผู้โดยสารนุ่งผ้าถุง มีคนแก่คนเฒ่า พ่อแม่มาส่งลูกส่งหลานเข้าไปทำงานที่เมืองกรุงฯ พ่อกอดลูก แม่ยืนร้องไห้ เห็นสภาพตอนนี้ถึงถอนหายใจอย่างแรง ในสถานีมีผู้โดยสารไม่ถึงสิบห้าคน บางคนนั่งแชตบีบีหัวเราะคิกคัก บางคนฟังเพลงเสียบหูฟังเพลงโยกไปโยกมา ยิ่งผู้โดยสารที่นี่บางคนยังแต่งตัวดูดีกว่าช่างภาพจากแดนไกลอย่างผมซะอีก เงียบขนาดมีแม่มาอาบน้ำให้ลูกที่สถานีรถไฟ จะเข้าไปถ่ายภาพก็ไม่รู้จะสื่อสารอะไรในภาพลักษณ์ที่ดีออกมาได้เลย ผมเลยตกลงแยกย้ายกับพี่สาระดีออกถ่ายภาพ แต่ผมพอรู้ว่าที่นี่มี วงเวียนกลับรถจักร หลายคนคงสงสัยว่ามันคืออะไร จริงๆแล้ววงเวียนกลับรถจักรเป็นอุปกรณ์ที่ใช้เพื่อกลับทิศรถจักร โดยเฉพาะรถจักรไอน้ำและรถจักรดีเซลไฟฟ้าบางรุ่น ที่มีห้องขับเพียงด้านเดียว ซึ่งปัจจุบันยังสามารถใช้ได้อยู่จริง หลังจากเก็บบรรยากาศที่สถานีรถไฟอุบลราชธานีเรียบร้อย เราสองคนก็ออกเดินทางต่อ
    Attached Images

  7. มาตรฐาน

    ตอนที่ 7 ...... รถสามแถว

    ตอนนี้กำลังจะเดินทางไปยัง อ.โขงเจียม ที่ซุกหัวนอนของเราคืนนี้ ออกจากสถานีรถไฟอุบลฯ เดินตรงจากสถานีไปเรื่อยๆ ผ่านสี่แยกไปประมาณ 2 แยก เดินตรงไปเรื่อยๆ จะเจอ เซเว่นอีเลฟเว่น เมื่อไหร่ก็ให้เลี้ยวซ้ายตรงแยกนั้น เดินตรงไปเรื่อยๆจะพบตลาดสดเทศบาล 1 ให้เดินเลยตลาดไป จะพบกับท่ารถสองแถว กับ รถบัส ผมเลือกที่จะขึ้นรถสองแถว เพราะรถบัสต่างจังหวัดส่วนใหญ่จะขับแบบหวานเย็น กว่าจะไปถึงคงนานโขเลยทีเดียว สังเกตให้ดีจะมีไปอยู่สองที่คือ ไปอ.พิบูลมังสาหาร กับไป อ.เดชอุดม ให้เราเลือกขึ้น รถพิบูลฯ เพราะถ้าไป รถเดชฯ จะไปคนละทาง คนขับรถจะตะโกนเรียกผู้โดยสารตลอดเวลา พิบูลครับ..ครับพิบูล ใครจะไปขึ้นรถเลยรถจะออกแล้ว ผมสองคนรีบกระโดดขึ้นรถเพราะกลัวจะตกรถ ผมกระโดดขึ้นในตัวสองแถว ส่วนพี่สาระดีขึ้นด้านหน้าหัวเก๋ง แต่กว่ารถจะออกจากท่าต้องรอรถเต็มซะก่อน วันหลังใครไปไม่ต้องรีบถ้ายังมีที่นั่งเหลืออยู่ยังไงรถก็ไม่ออกรับรอง ขึ้นมาบนรถก็เหมือนรถสองแถวทั่วๆไป แต่จะพิเศษตรงที่มีเบาะเสริมตรงกลาง เป็นแถวยาวอีกหนึ่งแถว แบบนี้จะต้องเรียกว่า " รถสามแถว " ถึงจะถูก ใช้เวลาอยู่บนรถเกือบหนึ่งชั่วโมง ก็จะมาถึง อ.พิบูลมังสาหาร ตอนนี้ถ้าจะไป อ.โขงเจียม ต้องต่อรถจาก อ.พิบูลมังสาหาร ไป อ.ตระการพืชผล ซึ่งรถจะจอดอยู่บริเวณหัวสะพานข้ามแม่น้ำมูล ต้องเดินระยะทางค่อนข้างไกลเลยทีเดียว เราสองคนเลยกระโดดขึ้นมอเตอร์ไซด์วิน ราคา 20 บาท ระหว่างนั้นพี่มอไซด์วิน ก็เสนอที่จะไปส่งที่ อ.โขงเจียมให้เป็นราคาคันละ 300 บาท ผมเห็นว่าราคาสูงเกินไป ก็เลยปฏิเสธขอขึ้นสองแถวต่อดีกว่า พอมาถึงยืนรอรถสองแถว ปรากฏว่ารอเท่าไหร่ก็ไม่มีซักคัน ผมจึงเดินไปหาตำรวจที่ยืนอยู่แถวๆนั้น ถามว่าทำไมไม่มีรถเลย เขาบอกว่ารถหมดไปแล้ว ที่นี่มีรถไปแค่วันละหนึ่งเที่ยวแค่นั้นเอง ในใจผมก็นึกว่าเอาแล้วไง งานเข้าซะแล้ว ผมปรึกษาพี่สาระดีต่อว่าจะเอายังไงกันดี พอดีเหลือบไปเห็นรถสามล้อจอดอยู่ เลยเข้าไปสอบถามว่าไปโขงเจียมจะคิดราคาเท่าไหร่ คำตอบคือ 300 บาท ผมต่อรองราคาเท่าไหร่ก็ไม่ยอม ตื้อไปตื้อมา พี่สามล้อก็ลดให้ ยี่สิบบาท เอาก็เอายังไงก็ยังดีกว่านั่งมอเตอร์ไซด์วิน ไปคนละ 300 บาท แบบนี้ก็ถือว่าประหยัดไปครึ่งหนึ่ง

    แต่จริงแล้วถนนที่วิ่งไป อ.โขงเจียมมีอยู่เส้นเดียว ถ้ายืนโบกรถแถวนั้นก็น่าจะได้ แต่นึกได้ก็สายไปซะแล้ว ยังไงก็ต้องไปต่อ ระหว่างทางพี่คนขับก็หันซ้ายหันขวาเรื่อยๆเหมือนมีอะไรผิดปกติซักอย่าง ยิ่งขับขิ่งช้าปรากฏว่า ยางแบน ก็เลยต้องแวกที่ปะยาง แถวๆนั้น กว่าจะไปถึง อ.โขงเจียมกินเวลาไปร่วมชั่วโมงเลยทีเดียว ผมคุยกับพี่สาระดีว่าเราขึ้นรถไฟหม้อน้ำก็แตก ขึ้นรถสามล้อยางก็แตก ไม่รู้ว่าต่อไปจะเจออะไรอีก เราสองคนก็ได้แต่หัวเราะชอบใจ ยังไงก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีเลยทีเดียว ชีวิตมันต้องแบบนี้แหละ ถึงจะสนุก สุขบ้างทุกข์บ้าง ชีวิตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ขับรถมาเองคงจะไม่ได้เจอเรื่องฮาๆแบบนี้
    Attached Images

  8. มาตรฐาน

    ตอนที่ 8 ..... สะบายดี..โขงเจียม

    ไม่นานหลังจาที่ปะยางเสร็จเราก็มาถึง อ.โขงเจียม ผมเริ่งกางโพยที่วางโปรแกรมไว้ออกมา ดูที่พักไว้มีอยู่ 2-3 ที่ กะจะให้พี่สามล้อตระเวณดูรอบๆก่อนค่อยตัดสินใจ และที่สำคัญเราต้องหามอเตอร์ไซด์ไว้เป็นยานพาหนะสำหรับเดินทางไปที่ต่างๆ ในวันพรุ่งนี้ เท่าที่หาข้อมูลจากในอินเตอร์เน็ท ส่วนใหญ่มอเตอร์ไซด์จะมีให้เช่าตามที่พักต่างๆ และจะต้องเข้าพักที่นั่นด้วย ถึงจะยอมให้เราเช่ารถมอเตอร์ไซด์ ก็เลยจำเป็นต้องนอนที่โขงเจียม 1 คืน พี่สามล้อก็แนะนำว่า ให้ไปพักที่ บ้านพักมงคล&รีสอร์ท ที่นั่นมีมอเตอร์ไซด์ให้เช่าด้วยราคาไม่แพง ผมก็เลยบอกให้พาไปดูว่าเป็นยังไง พอมาถึงดูจากภายนอกค่อนข้างดูดีในระดับหนึ่ง ในรีสอร์ทยังมีภาพดาราที่เคยมาพักที่นี่ รวมทั้งป้าเบิร์ดขวัญใจมหาชนด้วย ที่นี่อยู่กลางตัวอำเภอ ใกล้ๆยังมีท่ารถทัวร์ เซเว่นอีเลฟเว่นยังไงก็ไม่อดตายแน่ๆ ถึงแม้จะไกลจากแม่น้ำโขงซักหน่อยก็พออนุโลมได้ พอตกลงราคาห้องพักเสร็จ ผมแอบเห็นเจ้าของรีสอร์ทให้เงินสามล้อด้วย ยี่สิบบาท เป็นสินน้ำใจเล็กๆน้อยๆ มิน่าหละ ถึงเชียร์ที่นี่จัง..พี่สุนันท์

    เรื่องห้องพัก มีเรื่องตลกอยู่นิดหน่อย ตอนแรกที่ตกลงกันไว้ พัดลม 400 แอร์เพิ่มอีกสองร้อยเป็น 600 บาท พวกผมจึงเอาห้องพัดลมอยากอยู่กันแบบชิวๆ ขออธิบายห้องพัก นิดหนึ่งว่า ห้องพักที่ได้เป็นห้องสี่เหลี่ยมขนาด 3x5 มีห้องน้ำในตัว มีทีวี ตู้เย็น แอร์ และพัดลมที่ติดบนเพดาน 1 ตัว ตอนเด็กที่พาพวกผมมาที่ห้อง เขาเปิดแอร์รอไว้แล้ว เพราะคิดว่าคนกรุงเทพฯยังไงก็ต้องนอนห้องแอร์ พวกผมเดินเข้ามาในห้องรู้สึกเย็นเป็นพิเศษ มองไปมองมา อ้าวเขาพาเรามาผิดห้องหรือเปล่าที่ตกลงกันไว้เป็นห้องพัดลมนี่น่า เอาว่ะเลยตามเลยละกัน ขี้เกียจย้ายของแล้ว เดี๋ยวตอนเช้าค่อยไปจ่ายเพิ่มอีกสองร้อยก็ได้ ซักพักก็มีเด็กมาเคาะประตู ขออนุญาตปิดแอร์และเปิดพัดลมที่อยู่บนเพดานแทน พร้อมกับหยิบรีโมทแอร์ออกไป พวกผมก็ได้แต่ทำหน้างงๆ พร้อมหัวเราะชอบใจ นี่หรือข้อแตกต่างระหว่างห้องแอร์กับพัดลม ชอบภูมิปัญญาชาวบ้านแบบนี้จริงๆ ห้องแอร์ก็เปิดแอร์ ถ้าห้องพัดลมก็เปิดพัดลม(แล้วเก็บรีโมทแอร์ออกไป) แบบนี้เค๊าเรียก ห้องทูอินวัน นี่เอง แต่อยากจะบอกให้น้องรู้ไว้อย่างนะที่ตัวเครื่องแอร์มันมีปุ่ม Emergency Switch ไว้สำหรับเปิดแอร์เวลาที่รีโมทหาย แต่ด้วยความที่อยากนอนชิวๆเลยไม่ได้แอบเปิดแอร์ (แต่ก็ลองกดดูนะ ติดจริงๆด้วย เย็นเฉียบเลย) 5555

    หลังจากอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ พระอาทิตย์ใกล้ตกดินแล้ว ท้องก็เริ่มร้อง ผมเลยชวนพี่สาระดีออกไปหาอะไรกิน ตอนแรกเล็งๆข้าวกล่องเซเว่นไว้ แต่เปลี่ยนใจไปหาร้านริมโขงนั่งชิวๆกินปลาแม่น้ำดีกว่าไหนๆก็มาถึงที่นี่แล้ว พวกผมก็เดินจากที่พักไม่ไกลก็ถึงริมโขงแล้ว เจอร้านอาหารเปิดอยู่ชื่อร้านชวนชม ติดกับสถานีตำรวจน้ำของที่นี่ เป็นร้านอาหารเล็กๆแต่บรรยากาศดีไม่ใช่น้อย ลูกทุ่งๆตามแบบฉบับต่างจังหวัด เมนูที่สั่งวันนี้ก็คือ คะน้าหมู ผัดเผ็ดปลาบึก ต้มแซ่บปลาคัง รสชาติของร้านนี้ไม่ธรรมดาจริงๆ แนะนำเลยร้านนี้ใครผ่านไปผ่านมาต้องแวะมาชิมให้ได้ แถมราคาไม่แพงเช็คบิลออกมา 470 บาท ราคานี้ยังรวมเบียร์อีกหนึ่งขวดด้วยนะ ทานข้าวเสร็จแล้วกลับที่พัก พี่สาระดีขึ้นเตียงปุ๊ปก็หลับเลยสงสัยวันนี้คงจะเพลียมาก เพราะเมื่อคืนแทบไม่ได้นอน ส่วนตัวผมไม่รู้จะทำอะไร เลยหยิบกล้องออกไปถ่ายพระจันทร์ ถ่ายดาวเล่นๆ แต่ยืนเล็งอยู่ซักพักฝนก็เริ่มเทลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา ทั้งๆที่ตอนเดินกลับที่พักดาวยังเต็มฟ้าอยู่เลย ยังไงก็ตกมาให้หมด พรุ่งนี้ฟ้าจะได้ใสๆไม่มีฝนจะได้เที่ยวได้อย่างไม่มีอุปสรรค ผมกลับมาที่ห้อง มานั่งแชตกับเพื่อนๆในแก๊งส์วอชแอพแก้เหงาแทน เพราะไม่รู้จะคุยกับใครดี พี่สาระดีก็หลับไปแล้ว ขอบคุณระบบ social network ที่อย่างน้อย ทำให้ผมได้คุยกับเพื่อนๆแก้เหงาในคืนนั้น เห้อ............ฝนตกทีไรเหงาทุกที
    Attached Images
    • File Type: jpg 08.jpg‎ (159.0 กิโลไบต์, 144 views)

  9. มาตรฐาน

    ตอนที่ 9 ..... อรุณสวัสดิ์

    พี่สาระดีปลุกผมตอนตีห้าครึ่ง ชวนผมออกไปเก็บแสงเช้าด้วยกัน ผมพยายามแซะตัวเองให้ลุกขึ้นมาจากที่นอน ดูจากสภาพซากที่ผมลุกขึ้นมา เมื่อคืนผมหลับคาโทรศัพท์แน่ๆ หลับไปตอนไหนไม่รู้ตัว รีบเก็บของเตรียมเซ็มกล้องให้เรียบร้อย เดี๋ยวค่อยกลับมาอาบน้ำทีเดียว ไปแบบเมาๆขี้ตาแบบนี้แหละ ผมกับพี่สาระดีเดินออกจากที่พักท้องฟ้ายังมืดอยู่ เดินไปบริเวณริมน้ำที่เรานั่งทานข้าวเย็นเมื่อคืน อากาศวันนี้ครึ้มๆ มีเมฆมากพอสมควร ท้องฟ้าเริ่มมีแสงรำไรออกมาค่อยเปลี่ยนสีไปเรื่อยๆ ชนิดที่ไม่ต้องปรับไวท์บาลานซ์ในตัวกล้องเลยสีเปลี่ยนตลอดเวลา ต่างคนก็ต่างเดินหามุมของตัวเอง เสียดายวันนี้ไม่เห็นดวงอาทิตย์ แต่ก็ยังดีที่ฟ้าค่อนเปิด ไม่มีฝนตกลงมาอีก มีแค่ฝนปรอยๆระหว่างเดินกลับมาที่พักเท่านั้น หลังจากถ่ายถาพเสร็จพี่สาระดีเดินกลับเข้าที่พักไปถ่ายต่อในห้องน้ำ ผมเลยบอกพี่ถ่ายไปก่อนเดี๋ยวผมตามไปถ่ายบ้าง แต่ไม่ต้องรู้หรอกนะว่าในห้องน้ำมีไรให้ถ่าย 555

    ส่วนตัวผมเดินเก็บภาพบรรยากาศวิถีชีวิตชาวโขงเจียมยามเช้าไปเรื่อยๆ ได้ภาพพระบินฑบาต มาเยอะพอสมควร ชาวบ้านที่นี่ตักบาตรด้วยข้าวเหนียวจริงๆ หยิบออกจากกระติ๊บกันเห็นๆ ทุกคนใช้ชีวิตเรียบๆง่ายๆ ผมเดินเป๋ๆตามเก็บภาพไปเรื่อยๆ ฝนตอนนี้หยุดแล้ว อากาศเย็นสบาย ผมเดินกลับที่พักอาบน้ำแต่งตัวเตรียมที่จะออกเดินทางต่อ ส่วนพี่สาระดีเก็บของเรียบร้อยแล้ว

    หลังจากเก็บของเสร็จ ผมก็ไปเจรจาขอเช่ารถมอเตอร์ไซด์เพราะคืนนี้เราจะไปนอนบนผาแต้ม ต้องอาศัยรถสำหรับการเดินทาง เพราะถ้าเหมารถกระบะที่โขงเจียมไปส่งที่ผาแต้มคิดราคาไปส่งอย่างเดียว 300 บาท แต่ถ้าเหมาพาเที่ยวด้วยก็ 2000 บาทต่อวัน คิดยังไงก็ไม่คุ้ม เลยตัดสินใจเช่ามอเตอร์ไซด์เป็นพาหนะในการเดินทางครั้งนี้ โดยปกติที่บ้านพักมงคล คิดค่าเช่ามอเตอร์ไซด์ไปเช้าเย็นกลับ วันละ 200 บาทต่อคัน แต่ถ้าเอาไปค้างคืนคิด 400 บาทต่อคัน ค่าน้ำมันต่างหากต้องเติมเอง เราตกลงเช่าคนละคัน เพราะสัมภาระของแต่ละคนไม่ใช่น้อย หลังจากนั้นเราเอารถไปเติมน้ำมันเติมถังกันเหนียวไว้ก่อน คันผมเติมไป 100 บาท ส่วนคันพี่สาระดีก็พอๆกัน เราแวะตลาดเทศบาลใกล้แวะทานโจ๊กกับกาแฟ อาหารประจำยามเช้าเหมือนกับวันที่ผ่านมา แต่สัญญาว่าพรุ่งเราจะไม่กินแบบนี้อีกแล้ว ค่าโจ๊กกับกาแฟที่นี่ 40 บาท ราคาเท่ากับที่สุรินทร์เป๊ะ แต่รสชาติของเฮียที่สุรินทร์อร่อยกว่าเยอะ ทานอาหารเช้าเสร็จแล้ว....การเดินทางของวันนี้ก็เริ่มต้นขึ้น
    Attached Images
    • File Type: jpg 09.jpg‎ (194.6 กิโลไบต์, 143 views)

  10. มาตรฐาน

    ตอนที่ 10 .... ลงรู

    ผมกับพี่สาระดีขี่รถมอเตอร์ไซด์ออกจากโขงเจียมตอนแปดโมงตรงพอดี จุดหมายแรกของวันนี้ก็คือน้ำตกแสงจันทร์ หรือน้ำตกรู ได้ยินชื่อถึงความมหัศจรรย์ของที่นี่มานานแล้ว น้ำตกแสงจันทร์เป็นน้ำตกขนาดเล็ก สูงประมาณ 8 เมตร เกิดจากลำห้วยท่าโลงไหลตกลงจากหน้าผาที่เป็นช่องโพรงที่เกิดมาจากการกัดเซาะของน้ำตามธรรมชาติ เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 เมตร และน้ำไหลผ่านช่องรูกระทบพื้นด้านล่าง

    ระยะทางจากโขงเจียมค่อนข้างไกลเลยทีเดียว ออกจากโขงเจียมประมาณ 5 กิโลเมตรจะเจอสามแยกให้เลี้ยวขวาไปทางผาแต้ม ถ้าตรงไปจะไป อ.ตระการพืชผล จะมีป้ายบอกชัดเจน (แต่อะไรไม่รู้ดลใจ ผมดันหลงซะอย่างงั้น ขี่ตรงไปเฉยเลย) หลังจากเลี้ยวขวาตรงมาอีกไม่ไกลด้านขวามือจะมีป้ายบอกทางเข้า อุทยานฯผาแต้ม ให้ตรงไปอีกเกือบ 30 กิโลเมตร ถนนค่อนข้างดี รถน้อย แต่เสียอย่างเดียวป้ายบอกทางไปน้ำตกแสงจันทร์แทบไม่มีเลย ให้สังเกตว่าจะไปทางเดียวกับผาชนะได ระหว่างทางก็แวะถ่ายภาพไปเรื่อยๆ ชาวบ้านที่นี่อัธยาศัยดี ผมยิ้มให้เขาก็ยิ้มตอบ ระหว่างทางพี่สาระดีที่ขี่รถตามหลังผมมาก็ขี่ตีคู่กับรถของผมพร้อมกับชี้ไปที่ล้อหลังรถมอเตอร์ไซด์ บอกว่า ยางแบนๆ เท่านั้นแหละงานงอกอีกแล้ว อะไรกันเนี่ยขึ้นรถไฟก็หม้อน้ำรั่ว ขึ้นสามล้อก็ยางแตก ขี่มอเตอร์ไซด์ยางแบนอีก อะไรจะโชคดีขนาดนั้น ผมก็ค่อยประคองรถไปเรื่อยๆ ยังไม่รู้จะไปปะยางที่ไหนดี เพราะสองข้างทางมีแต่ทุ่งนากับทุ่งนา แต่โชคดีที่ขี่ไปอีกไม่ไกล ก็จะถึงบ้านนาโพธิ์กลาง ที่เป็นทางเข้าน้ำตกแสงจันทร์พอดี พอไปถึงหาร้านยางก่อนเป็นอันดับแรก หลังจากจัดแจงกับล้อเจ้ากรรมเสร็จก็ออกเดินทางต่อ จากบ้านนาโพธิ์กลางให้ไปตามทางเรื่อยๆ เป็นระยะทางอีประมาณ 15 กิโลเมตร ก็จะถึงน้ำตกแสงจันทร์ จะมีป้ายบอกชัดเจนไม่ต้องกลัวหลง

    พอมาถึงผมก็ฝากกระเป๋าเสื้อผ้าที่ขนมาด้วยฝากไว้กับร้านค้าหน้าทางเข้า เพราะไม่อยากถือเข้าไปให้เกะกะ จะวางไว้ที่รถก็กลัวจะหาย เลยเข้าไปซื้อน้ำและชวนคนขายคุยโน่นคุยนี่ เลยมั่วนิ่มเพราะกระเป๋าซะเลย 555 แต่ยังไงก็ขอบคุณพี่ที่ร้านขายน้ำด้วยนะครับ .. ทางลงน้ำตกค่อนข้างสะดวก แต่ต้องเดินลงบันไดหินลงไป แต่ต้องระวังลื่นพอสมควร ยิ่งเดี้ยงๆอย่างผมต้องระวังเป็นพิเศษ ไม่งั้นคงได้นั่งรถพยาบาลกลับแน่ๆ ลงไปไม่ไกลก็จะถึงตัวน้ำตก น้ำวันนี้ค่อนข้างเยอะ ไหลลงรูไม่พอยังล้นออกมาจากหน้าผาด้านนอกอีก มองแล้วก็สวยงามไปอีกแบบ ผมคุยกับพี่สาระดีว่า เดี๋ยวกลับบ้านจะโฟโต้ช๊อบเอาหินมาแปะไว้ด้านหน้าตรงหน้าผาจะได้มีน้ำตก 2 รูแทน พี่สาระดีหัวเราะชอบใจ ตอนนี้ต่างคนก็ต่างแยกย้ายออกไปหามุมที่เป็นของตัวเอง
    Attached Images
    • File Type: jpg 10.jpg‎ (185.8 กิโลไบต์, 141 views)

+ ตอบกลับกระทู้

Bookmarks

Bookmarks

กฎการโพสข้อความ

  • ท่าน ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ได้
  • ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ได้
  • ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขข้อความโพสได้
  • BB code สถานะ เปิด
  • Smilies สถานะ เปิด
  • [IMG] สถานะ เปิด
  • HTML สถานะ ปิด